It is currently Fri Nov 27, 2009 8:44 pm

All times are UTC - 8 hours



Welcome
ยินดีต้อนรับสู่บอร์ดเพื่อน BCC128

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, join our community today!


Post new topic Reply to topic  [ 56 posts ]  Go to page Previous  1, 2, 3, 4  Next
Author Message
 Post subject:
PostPosted: Sun Jun 24, 2007 4:56 pm 
Offline
เพื่อนของทุกคน
User avatar

Joined: Tue Feb 20, 2007 5:25 am
Posts: 6764
Location: ไทยแลนด์
เข้ามาอ่าน มาเรื่อยๆเลยนะครับ นักธรรมทั้ง 2 ท่าน

_________________
ขอแนะนำ
BCC128 Toolbar
http://bcc128.ourtoolbar.com/


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Jun 24, 2007 5:43 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
นักธรรมเค้ามีไว้เทศน์ครับพี่เอก แต่"นักทำ"ทำแล้วจะรู้ว่าความสงบภายในนั้นเป็นอย่างไร ลองดูสิครับ ทีละนิดนะไม่ต้องรีบครับ :)

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Jun 24, 2007 5:52 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Wed May 30, 2007 9:43 pm
Posts: 676
Location: อยู่ในใจเธอเสมอ
เรื่อง "ทำม๊ะ" นี่มีคนถามเรื่อย...ชอบ :P

_________________
ภีม
patt-poom@hotmail.com


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Jun 24, 2007 5:55 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
ถึงออฟฟิศแล้วเหรอพี่ทิด

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Jun 24, 2007 6:59 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
ขออนุญาตต่ออีกนิดให้จบซีรี่ส์นะครับ

เท่าที่ผ่านมาผมพูดถึงแต่เรื่องการใช้สติพิจารณา input หรือความรู้สึกที่เข้ามาสู่จิตใจเรา
ซึ่งมีอยู่เพียงสามกลุ่มง่ายๆ คือ สิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ และ เฉยๆ อย่างที่เรียนไปแล้ว

คราวนี้ลองมาใช้สติพิจารณา output หรือสิ่งที่ออกอากาศออกมาจากจิตใจกันบ้าง จะได้ครบทั้งขาไปขากลับ
ซึ่งก็มีเพียงสามอย่างง่ายๆ ทุกคนเคยได้ยินกันมาแล้ว คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

output เหล่านี้ทำให้เกิดคลื่นน้ำอันปั่นป่วนในบ่อจิต คล้ายกับคลื่นที่เกิดจาก input หรือหินตกลงในบ่อ
ต่างกันนิดตรงที่คลื่น output นี้เกิดจากจิตเราแหย่ตีนลงไปกวนน้ำให้ปั่นป่วนเองซะยังงั้น

คำถามคือทำอย่างไรจึงจะให้คลื่นสงบลง คำตอบก็เหมือนเดิม ก็คือการใช้สติ "ดูเฉยๆ" เดี๋ยวมันก็หมดแรงไปเอง

ดูความโลภของตัวเองเวลาอยากได้คอนโด
ดูความโกรธเวลาเมียอยากได้คอนโดแพงกว่า
ดูความหลงไหลในนักร้องสาวเสียงสวยนมโต ฯลฯ (เช็ดน้ำลายไปด้วยก็ดี เลอะเทอะ)
แค่ดูเฉยๆไม่ต้องทำอะไร ในที่สุดคลื่นน้ำเหล่านั้นมันก็จะหมดไปเองโดยธรรมชาติ
ดูบ่อยๆดูนานๆ บ่อน้ำที่เคยตื้นก็จะลึกและสงบปลอดคลื่นลงเรื่อยๆ เรื่องนี้เคยได้ยินกันมาแล้วนะครับ

การดูจิตในด้าน output แบบนี้ทางพระท่านเรียก จิตตานุปัสสนา ใช่ไหมครับทิดอุ๊ :)

สรุปบันไดสามขั้นของเมิร์ลนอร์แมนที่คุยกันมา
มีการใช้สติดูกาย (กายานุปัสสนา) ดู input ที่มากระทบจิต (เวทนานุปัสสนา) และ output ที่ส่งออกมาจากจิต (จิตตานุปัสสนา)

ยังมีการพัฒนาจิตขั้นที่ 4 ที่พระท่านเรียกว่า ธรรมมานุปัสสนา อันเป็นการปฏิบัติสูงกว่าที่บัวใต้น้ำอย่างผมจะเข้าใจ
ผมก็เลยทำไม่เป็นและอธิบายไม่ได้ ถ้าใครเคยปฏิบัติและมีความเข้าใจ ผมก็ขอนิมนตร์บรรยายไว้ ณ ที่นี่เลยขอรับ
ทั้งสี่ขั้นรวมกัน เป็นการพัฒนาสติที่สมบูรณ์แบบ พระท่านเรียก สติปัฎฐานสี่ ใช่ไหมขอรับหลวงพี่ ...

จบซีรี่ส์แล้ว ไปนอนก่อนละ :D
โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องเกี่ยวกับ ... ภพ!

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Jun 24, 2007 10:34 pm 
Offline
เพื่อนแท้

Joined: Mon Mar 05, 2007 6:27 pm
Posts: 402
อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายดีว่ะ...จริงๆแล้วคือสิ่งที่เรามองข้ามไป...พอรู้เท่าทันแล้วก็จะสงบได้...แต่บางทีรู้แต่ไม่อยากจะรับรู้เพราะเด็กๆเดินมาขาวๆอวบๆ...น่า....อิอิอิอิ...ขอบใจเพื่อนๆมาก..เข้ามาอ่านได้รับข้อคิด..ช่วยได้มากเวลามีปัญหาว่ะ...ขอบใจ..


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Jun 25, 2007 6:00 am 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
ดีใจว่ะถ้ากระทู้นี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง

จิตใจก็เหมือนร่างกายต้องมีการ exercise หน่อยถึงจะแจ๋ว
ฝึกทีละนิดอย่าหักโหม เราหวังผลระยะยาวไม่ใช่แค่ชั่วครู่ครับ

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Jun 25, 2007 7:41 am 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Wed May 30, 2007 9:43 pm
Posts: 676
Location: อยู่ในใจเธอเสมอ
ตุ๋ย wrote:
การดูจิตในด้าน output แบบนี้ทางพระท่านเรียก จิตตานุปัสสนา ใช่ไหมครับทิดอุ๊ :)

อะหนะ...ชอบเลยคุยเรื่องนี้ รายละเอียดใกล้เคียงกันอะ เหมือนมีหลายนิกายรึเปล่า:D

กายานุปัสสนา เทียบเป็น Factory Analysis ละกัน (แปลเป็นภาษาปะกิตเกี่ยวกับงานอาชีพที่ทำอยู่แล้วหนุกดีหวะ) ต้องรู้ว่ามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในกายของเราผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เวทนานุปัสสนา คือ การมีสติพิจารณา เวทนาเป็นอารมณ์ ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือความรู้สึกไม่สุข ไม่ทุกข์
1. พิจารณาสิ่งที่ผ่านอวัยวะรับอารมณ์ เทียบเป็น Input Analysis ละกัน คือ พิจาณา เมื่อมี รูป เสียง กลิ่น รส ความรู้สึกทางร่างกาย และความรู้ที่เกิดขึ้นทางใจ ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะต้องมีสติรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” หรือ “เฉยๆ” ต้องมีสติรู้ทุกครั้งว่ารู้สึกอย่างไร ก็จะเข้าใจสาเหตุของความรู้สึกนั้น และ ควบคุมความรู้สึกนั้น ไม่ดีใจเกินไปเมื่อรู้สึกชอบ ไม่เสียใจเกินไปเมื่อรู้สึกไม่ชอบ ไม่งั้นเวลาเจอเพื่อนๆ คงเข้าไปกอดทุกครั้ง ดีว่าหัดปฏิบัติเวทนานุปัสสนา
2. พิจารณาเวทนา เทียบเป็น Process Analysis ละกัน คือความรู้สึกแปรรูป input ที่ต้องเจอในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าพยายามสร้างการควบคุมในใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นรู้จักประมาณในการกินอาหาร ซึ่งนี่ทำให้ชอบทานผักมากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงการมี Sex มากเกินไป นี่ก็ทำให้ไม่หมกมุ่นในเรื่องพวกนี้และไม่เจ้าชู้ เป็นต้นนะ

จิตตานุปัสสนา เทียบเป็น เทียบเป็น Output Quality Control ละกัน จิตอยู่ในกายเรา เมื่อพิจารณาอวัยวะรับอารมณ์ และพิจารณาเวทนา แล้วก็จะฝึกจิตให้สงบ จากอารมณ์ทั้งจากภายในและภายนอก โดยใช้สมาธิไปจัดการกับความความแปรปรวนของจิต ดูการเปลี่ยนแปลงของจิต เมื่อฝึกดีแล้วจะเป็นจิตที่แข็งแรงมีมัดกล้ามเต็มไปหมด ปราศจากไขมัน

ธัมมานุปัสสนา เทียบเป็น Profit Improvement ละกัน ธรรม น่าจะหมายถึง บทสรุปจากความจริงแท้ที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนที่ผ่านมา อันนี้ยังไม่รู้ถึงจริงเหมือนกัน ถ้าจะเข้าใจจริงคงต้องปฏิบัติจริงมากกว่านี้

_________________
ภีม
patt-poom@hotmail.com


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Jun 25, 2007 8:50 am 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Wed Feb 28, 2007 4:21 am
Posts: 14470
เก๋มาก พี่ ภีม ลึกล้ำๆๆ


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Jun 25, 2007 9:10 am 
Offline
เพื่อนแท้

Joined: Mon Mar 05, 2007 6:10 am
Posts: 98
ไกลพระ ห่างวัด ทำไง ก็ไปไม่ถืง ครับ คุยอะไรกันหนอ


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Mon Jun 25, 2007 10:07 am 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
Grizzly wrote:
ไกลพระ ห่างวัด ทำไง ก็ไปไม่ถืง ครับ คุยอะไรกันหนอ


พี่กิ๊ดลี่ เรื่องของการบริหารจิตใจน่ะ ไม่ต้องเข้าวัดก็ทำได้ ลองดูสิ

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Jun 26, 2007 4:08 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
ขออนุญาตต่อภาคสอง เป็นเรื่อง "ภพ" ที่เคยเกริ่นไว้หลังจากคุยเรื่องจิตจบตอนไป
เพราะ ภพ กับ จิต มันเกี่ยวข้องกันอยู่ เกี่ยวกันอย่างไรลองอ่านดูครับ

อันคำว่าภพนั้นหลายคนก็แปลกันไปหลายความ ตามแต่ความเชื่อถือเดิมของตน
กระผมก็มีความเชื่อของกระผม เห็นถูกผิดอย่างไรขอท่านทั้งหลายเชิญพิจารณากันเอาเองขอรับ

ภพ ที่ผมเข้าใจนั้นก็คือ สภาพจิตใจในชัวขณะหนึ่งครับ บางขณะก็ลมดี บางทีก็ลมบ่จอย ฯลฯ
ภพ ต่างๆเป็นคำอธิบายสภาพจิต ด้วยการเปรียบเปรยให้เห็นเป็นตัวตน
ตำราที่ผมเคยอ่านเขาเปรียบไว้ว่ามี 10 ภพ ตั้งแต่สูงสุดถึงต่ำสุดดังนี้
พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระปัจเจก พระสาวก เทวดา มนุษย์ อสูร เดรฉาน เปรต สัตว์นรก ...
หรือพูดคร่าวๆก็คือ ตั้งแต่ สวรรค์ขั้นสูง โลกมนุษย์กลางๆ ลงมาจนถึงนรกขั้นต่ำสุดล่ะครับ

จิตของเราก็วนๆเวียนๆอยุ่ในภพต่างๆอยู่ตลอดเวลา วันๆวิ่งเข้าวิ่งออกหลายภพ ภพละหลายครั้งมากๆ
เช่นเช้าวันจันทร์ตื่นขึ้นมาจิตคิดถึงต้องฝ่ารถติดไปทำงานก็เซ็งแทบจะไม่อยากลุกจากเตียง
ในชั่วขณะนั้นจิตเราคงจะอยู่ราวๆ อสูร ครับ เพราะอารมณ์ไม่ค่อยจะดีสามารถกัดได้
แต่พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จนั่งกินข้าวกับลูกกับเมีย ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย จิตก็มากลับมาอยุ่ในภพมนุษย์ คือกลางๆ
แต่ถ้าขับรถไปทำงานโดนบีบแตรใส่แถมแซงซ้ายปาดหน้า ไอ้เห้นี่ทำรถกรูเกือบชน จิตหลุดไปอยู่ภพอสูรโน่น ฯลฯ
จิตของเราเข้าออกเข้าออกภพต่างๆอยู่ตลอดเวลา เป็นอย่างนี้ทั้งวัน ทั้งคืน ทุกเวลา ทุกวินาที ฯลฯ

เขาเรียกปฏิบัติการนี้ว่าการเวียนว่ายตายเกิด หรือ สังสารวัฎ ใช่ไหมครับหลวงพี่ ...

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Jun 26, 2007 5:13 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
Image

กราฟนี้เป็นความพยายามของผมที่จะให้เห็นภาพการเวียนว่ายตายเกิดของจิตในภพต่างๆ
เกิดในภพหนึ่ง แล้วก็ตายไปเกิดในภพใหม่ ทำอย่างนี้วันละไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งเป็นสังสารวัฎ
ถ้าใครนั่งจับเวลาที่จิตอยู่ในภพต่างๆแล้วเอามาเขียนเป็นกราฟ ก็จะได้รูปออกมาคล้ายๆอย่างนี้ล่ะครับ

ต้องขอโทษด้วยเพราะโฟโต้ช็อปพูดไทยไม่เป็น เลยต้องเป็นประกิต
sravka=พระสาวก angel=เทวดา man=มนุษย์ asura=อสูร beast=เดรฉาน preta=เปรต hell=สัตว์นรก

แกนนอนเป็นภพต่างๆ แกนตั้งเป็นความถี่ที่จิตเข้าไปเกิดในภพนั้นๆ จิตจะวิ่งเข้าวิ่งออกในภพต่างๆอยู่ตลอดเวลา
ในภาพเป็นตัวอย่างของจิตอันหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในภพมนุษย์
แต่แกคงออกจะขี้โมโหหน่อย ก็เลยอยู่ในภพอสูรบ้าง เดรฉานบ้างไปตามเรื่องตามราว
จะมีภพเทวดาบ้างแค่ 10 กว่าเปอร์เซ้นต์ และภพพระสาวกอีก 2 เปอร์เซ็นต์
ไม่เคยได้เข้าภพพระปัจเจกหรืออรหันต์กับเขาเลย ...

ถ้าจิตที่แย่กว่านี้อีกกราฟก็จะเลื่อนลงไปทางขวา คือใช้เวลาอยุ่ในภพต่ำๆมากขึ้น
อาชญากรบางคนแทบไม่เคยสูงกว่าสัตว์เดรฉานเลยก็ยังมี ชีวิตอยู่ในนรกไม่เคยมีความสงบสุข

จิตที่ได้รับการฝึกจะสามารถพัฒนาทำให้กราฟขยับไปทางซ้าย คือใช้เวลาอยู่ในภพที่สูงขึ้นจิตใจสงบสบายขึ้น
พี่จ่าเคยพูดไว้สักพักแล้ว ว่าการฝึกสมาธิสามารถทำให้จิตเข้าไปเกิดในภพอันสูงได้ แม้จะชั่วครุ่ยามก็ยังดี
ภาษาเดิมๆท่านบอกว่า แม้จะชั่วงูแลบลิ้นก็ยังเรียกว่าเป็นกุศลนั่นล่ะครับ

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Jun 26, 2007 5:39 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Tue Feb 27, 2007 6:18 pm
Posts: 6839
สาธุ ขอบุญกุศลพี่พี่ตุ๋ย ชี้แนะแกพวกข้าที่โง่เขลา จงดลบันดาลให้พี่ตุ๋ย พบแต่สิ่งดีงาม ตลอดไป


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Jun 26, 2007 5:43 pm 
Offline
เพื่อนแท้
User avatar

Joined: Thu Mar 01, 2007 5:10 am
Posts: 10054
Image

การพัฒนาสติจะช่วยส่งให้จิตไปเวียนว่ายอยู่ในภพที่สูงขึ้น คือกราฟเลื่อนไปทางซ้ายขึ้นเรื่อยๆ
หลายท่านเชื่อว่า จิตที่พัฒนาถึงขีดสุดจะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก หรือที่เรียกกันว่า นิพพาน
นิพพาน มีจริงเปล่าผมไม่รู้ แต่ถ้าใครอ่านพุทธประวัติก็จะเห็นว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าสิทธัตถะผู้บรรลุธรรมขั้นสูงสุด ยังมีมารผจญเลย
มารบางตนก็น่ากลัว บางตนก็ทั้งสาวทั้งสวยแถมเสื้อผ้าไม่ยอมนุ่ง มารนั้นหมายถึงกิเลสตัณหาใช่ไหม?
ถ้าใช่ก็แสดงว่าแม้แต่จิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังต้องเผชิญกับมารเป็นครั้งเป็นคราว นับประสาอะไรกับคุณ ผม หรือหลวงปู่ ...

หนึ่งในกฎธรรมชาติไตรลักษณ์ก็พูดถึงความไม่เที่ยงไม่จีรังของสรรพสิ่งหรือความเป็นอนิจจังเอาไว้อย่างชัดแจ้ง
นิพพานก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงต้องเป็นไปตามกฎนั้นด้วย คือเป็นอนิจจังไม่มีความถาวรเที่ยงแท้
ดังนั้นแม้ท่านจะบำเพ็ญความเพียรถึงขั้นขึ้นสวรรค์เยี่ยมนิพพาน ท่านก็ยังมีสิทธิ์กลับลงมาคืนสู่โลกเบี้ยวๆไปนี้อีกเมื่อไรก็ได้นะ
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ใบอนุญาตพระอรหันต์นั้นต้องต่ออายุด้วยความเพียรนะครับไม่ใช่ใบขับขี่ตลอดชีพ ...

ไปกันใหญ่แล้ววุ้ย คุยกันเล่นๆนะครับเพื่อน ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อิๆๆ .... :)

_________________
Peace!


Top
 Profile E-mail  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 56 posts ]  Go to page Previous  1, 2, 3, 4  Next

All times are UTC - 8 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
Jump to:  
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
Hosted by FreeForums.org | Create a free forum
Xbox 360 by Scott Stubblefield